อาลัยรักและเคารพต่อคุณพ่อ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณยิ่งต่อชีวิตการทำงานผม

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 ผมได้รับทราบข่าวจากน้องสาวผมทางไลน์(อาจารย์อรทัย เอื้อตระกูล)แจ้งว่า ท่านพ่อ อาจารย์ระพี สาคริกได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ผมได้แต่รำลึกและภาวนาขอให้คุณพ่อจงไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า เป็นเทวบุตรเทวดาเถอะ ผมอยากจะเขียนเรื่องของความเมตตาของท่านต่อผมและครอบครัว ทันทีที่ทราบข่าวว่าท่านได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับในวันนั้นเลย แต่ผมเกรงว่า สังคมอาจจะมองว่า ผมต้องการโหนกระแส เลยทิ้งช่วงไว้สักระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ผมควรจะกล่าวถึงท่าน ที่มีพระคุณและเมตตาผมมา

ตั้งแต่ผมเป็นนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านเป็นผู้ให้กำลังใจผมมาตลอด ผมจำได้แม่นว่า เมื่อปี 2517 เมื่อครั้งที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นประธานชมรมเห็ด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมได้รวมกลุ่มเพื่อนนิสิต มาทำกิจกรรมส่งเสริมและฝึกอบรมการทำเชื้อและเพาะเห้ดให้แก่ประชาชนที่สนใจเป็นจำนวนมาก ต้องทำการเปิดอบรมทุกวันสุดสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอกับความสนใจของผู้คน จึงทำการเปิดอบรมเห็ดภาควันปกติตอนเย็น เพราะตอนกลางวันพวกเราต้องเรียนหนังสือ

ในต้นปี 2517 ผมมีแนวคิดว่า ทำไมผมต้องเปิดอบรมเห็ดเฉพาะในกรุงเทพ และคนส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพที่ไม่ค่อยจะได้ออกไปเพาะเห็ด ผมจึงมีแนวคิดว่า ในเมื่อผมเป็นเด็กบ้านนอก มาจากจังหวัดแพร่ ผมน่าจะพาคณะวิทยากรไปอบรมที่ภาคเหนือสิ ครั้นจะไปอบรมที่แพร่ ใครละจะเชื่อถือผม เพราะพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ก็ยังมองว่าผมคือ เพื่อ พี่ หรือน้อง ครั้นจะไปอบรมที่เชียงใหม่ เกรงว่า มันเป็นฐานที่ใหญ่เกินไป อาจจะไม่ประสพผลสำเร็จได้ จึงตกลงเลือกเอาที่ลำปาง เพราะอาจารย์ใหญ่จาก โรงเรียนพิริยาลัย คือ ท่านอาจารย์ศรีสมมาตร ย้ายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ที่นั่น จึงตกลงไปเปิดอบรมครั้งแรกที่จังหวัดลำปางระหว่างวันที่ 25-30 เมษายน 2517

แต่ความคิดของผมไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ การที่จะพาคณะนิสิตกว่าสิบชีวิตไปสอนข้างนอกต้องใช้เงินพอสมควร พอเอาเข้าจริง เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ไม่ดี จึงมีคนสมัครอบรมแค่ 4 คนเท่านั้น ผมจึงถูกผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมสมัยนั้นเรียกไปตำหนิว่า ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรอับอายขายหน้า ที่คนทางเหนือไม่มีใครสนใจเรื่องเห็ด แล้วทำไมผมหาเรื่องให้เกิดความอับอายเช่นนั้น

ในเมื่อผมถูกตำหนิอย่างรุนแรง ผมไม่มีทางเลือก ผมจึงตัดสินใจเข้าพบท่านอธิการบดี ก็คือ คุณพ่ออาจารย์ระพี สาคริก ผมจำได้แม่ว่าท่านเรียกว่าผมว่า ลูกอานนท์ อย่าท้อ สิ่งที่ลูกทำนั้นถูกแล้ว พ่อจะช่วยลูก ว่าแล้วท่านก็ยกหูโทรศัพท์ไปยังสถานีโทรทัศน์ช่องแปด กรมประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปางให้ช่วยประชาสัมพันธ์การอบรมเห็ด และให้ผมนั่งรถไฟไปออกอากาศสดในทีวีขาวดำสมัยนั้น

หลังจากที่ผมออกทีวีแค่วันต่อมา มีผู้สมัครเข้าอบรมมากถึง 167 ชีวิต มากกว่าที่ตั้งใจไว้ที่ 80 ท่านเท่านั้น แล้วท่านเดินทางโดยรถไฟไปเป็นประธานในการเปิดอบรมเห็ดรุ่นแรก และเป็นครั้งแรกของ ม.เกษตรที่ได้นำเอาความรู้สู่ชนบท(จนผมได้รับรางวัลจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา)ครั้งนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ที่ตำหนิผมอย่างรุนแรงก็ไปร่วมด้วย

จากนั้น เมื่อปี 2522 ผมเจอมรสุมหนักสุดในชีวิต เพราะผมได้ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ทำการทดลองเพาะเห็ดหอมในไม้ไคร้น้ำ ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไม่ก่อ และยังสามารถเพาะเห็ดหอมให้ออกดอกในขวดและในถุงพลาสติกอีกด้วย ปรากฏว่า มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับนำข่าวดีนี้ บอกกล่าวต่อสาธารณชน จนเป็นข่าวดังมากในช่วงนั้น จากนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน นักเขียนจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ได้ออกข่าวโจมตีผมว่า ผมออกข่าวแหกตาประชาชนว่า สามารถเพาะเห็ดหอมได้โดยไม่ต้องไปตัดไม้ก่อที่อยู่ยอดเขา ซึ่งมาทราบภายหลังว่า

ข่าวของผมสร้างผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่บางคน ที่ทำโครงการเพาะเห็ดหอมด้วยไม่ก่อ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามเด็ดขาด ห้ามตัด นอกจากผมจะโดนโจมตีทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ผมยังถูกขู่ทุกรูปแบบรวมทั้งขู่เอาชีวิตด้วย ผมจึงตัดสินใจหนีไปบวชที่วัดชนะสงคราม แล้วตะเวนไปจำวัดที่ไม่มีการบอกล่วงหน้าที่สุโขทัย และต่อไปที่วัดอำเภอแม่สะเรียง

ในระหว่างที่ผมมีปัญหานั้น ผมก็ได้คุณพ่ออาจารย์ระพี สาคริก ในตำแหน่ง รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพล.อ.อ.ทวี จุลทรัพย์(ท่านเคยเชิญผมไปสอนเห็ดที่แม่สะเรียง เพราะท่านเป็น สส.ที่นั่น) ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองนายก ได้พาผมเข้าไปพบ พล.อ เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ขณะที่กำลังประชุม ครม.อยู่ ผมได้ไปอธิบายต้นสายปลายเหตุถึงปัญหา ที่ไปที่มาที่โดนนักเขียนที่ผู้เสียผลประโยชน์จ้างมาเขียนโจมตีผม

นี่แหละครับ สิ่งที่คุณพ่อระพี สาคริก ท่านมีความเมตตา และช่วยชีวิตผมมา ที่ผมจะไม่ลืมบุญคุณท่านได้เลย ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง รมช.นั้น ผมได้มอบหนังสือ การเพาะเห้ดฟาง ที่ผมเขียนให้แก่ท่าน แม้ท่านแทบจะไม่มีเวลา แต่ท่านก็อุตส่าห์เขียนจดหมายให้กำลังใจผมยาวถึงสามหน้ากระดาษ ที่ผมใส่กรอบเคลือบวิทยาศาสตร์เอาไว้ดังนี้ (ตัวอักษรจางหายไปมาก แต่ลูกสาวผม น้องผึ้ง อรนุช เอื้อตระกูล ช่วยแกะเนื้อหาที่สมบูรณ์ดังนี้ครับ)


นี่คือ จดหมายจากคุณพ่ออาจารย์ระพี สาคริก เขียนถึงผม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2522


นี่เป็นเนื้อหาที่ลูกสาวผมมีวิริยะอุตสาหะแกะออกมาได้อย่างสมบูรณ์

แม้ผมเข้ารับราชการที่กรมวิชาการเกษตร ขณะที่ท่านเป็น รมช. ท่านก็อุตส่าห์สละเวลาอันมีค่ามาเยี่ยมนิ?รรศการเห็ดเป็นยาของผม จำได้ว่า สมัยนั้นปี 2523 มีบริษัทเทวกรรมโอสถกำลังทำน้ำเห็ดหอมสกัดในนาม “ชิตาเกะดริ้งค์”ออกขายครับ


คุณฮิโรชิ ชิรากิ ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น ที่เคยเดินทางมาร่วมรบในสมัยสงครามบูรพา ที่หลงไหลประเทศไทย ได้มาสอนผมเรื่องการเพาะเห็ดหอมในไม้ไคร้น้ำ และในถุงพลาสติก แต่ผมมาเจอปัญหาอันหนักที่สุด ผมจึงตัดสินใจหนีไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให้แก่องค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี 2524 อยู่ในเอเซย เช่น ภูฎาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เนปาล อินเดีย แล้วต่อไปทวีปแอฟริกาปี 2532 อันได้แก่ เซเนกัล แกมเบีย เซียราลีโอน ไลบีเรีย กาน่า โตโก นามิเบีย บอสวาน่า แอฟริกาใต้ เลโซโถ สวาซิแลนด์ ถึงปี 2548 จึงกลับประเทศไทย(เพราะหัวเริ่มงอกแล้ว คนที่ต่อต้านผมก็ตายไปเกือบหมดแล้ว)


ด้วยความอาลัยและเคารพรักยิ่ง ต่อผู้มีพระคุณเหลือล้นสุดพรรณา ขอให้ดวงวิญญาคุณพ่อ ระพี สาคริก จงไปสู่สวรรค์ สัมปรายภพชั้นสูงสุดเถิด

Leave a Comment