ผลของการใช้เห็ดเป็นยาร่วมกับการให้คีโม แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่สาม ที่พบก้อนมะเร็งขนาดเท่าผลส้ม แล้วไม่พบอีกเลยหลังจากนั้นอีกหกเดือน

นี่คือ สิ่งที่ผมต้องการให้สมาชิก ผู้สนใจไม่เพียงแต่คนไทย มันเป็นข้อมูลที่ทรงคุณค่าสำหรับคนทั้งโลกที่กำลังประสพปัญหาด้านสุขภาพ ที่ไม่รู้ว่าจะทำไงต่อ จะปล่อยให้ชีวิตของเราที่ป่วย ไปขึ้นอยู่กับคนอื่นกำหนดให้ทั้งหมดอย่างนั้นเชียวเหรอ

คนที่อยู่ที่ประเทศที่เจริญแล้ว อย่างอเมริกา หากเจ็บไข้ได้ป่วย เขาจะมีสวัสดิการที่ดียิ่ง ที่จะรักษาคนของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยเทคโนโลยี่ล้ำยุค ล้ำสมัย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า แม้จะมีเทคโนโลยี่ล้ำยุค ล้ำสมัยปานใด แต่ก็ยังรู้ไม่หมดว่า ร่างกายของมนุษย์นั้น มันสลับซับซ้อน ยากที่ปัญญาของมนุษย์จะสามารถรับรู้เรียนรู้ได้หมดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างของการเจ็บป่วย เทคโนโลยี่ที่ถือว่าสุดยอด ทันสมัยสุดๆ ก็จบลงที่ ใช้สารเคมีเดี่ยว เข้าไปสู้ เข้าไปห้ำหั่นกับเชื้อโรค หรืออาจจะมีการผ่าตัด หรือฉายแสง ทำได้แค่นั้นเอง

ดูอย่างตัวอย่างคุณมด ซึ่งเป็นคนไทย ไปอาศัยอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุยังน้อย จนเป็นพลเมืองของอเมริกาอย่างสมบูรณ์ เมื่อมีความรู้สึกผิดปกติในร่างกาย แล้วไปตรวจที่โรงพยาบาล พบว่า เป็นมะเร็งเต้านม ที่ทำให้เกิดการช๊อคกันทั้งครอบครัวและคนรอบข้าง ทางโรงพยาบาลก็ทำการรักษาตามขั้นตอนของผู้ป่วยมะเร็ง เฉกเช่น ที่ประเทศไทยของเราก็ทำกันเช่นนั้น ด้วยการให้คีโม เป็นสูตรสำเร็จ ที่ทั่วโลกเขาทำกัน ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่เต็มอกว่า การที่ตรวจพบว่า คนๆนั้นเป็นมะเร็งระยะสาม ระยะสี่แล้วนั้น คือ จะต้องมีเซลมะเร็งแพร่กระจายไปแล้วเป็นแสนๆล้านเซลในร่างกาย

การให้คีโม การฉายแสง เพื่อจะไปฆ่า ไปยับยั้งเซลมะเร็งเป็นแสนๆล้านเซลให้ตายเรียบเป็นไปไม่ได้ มันอาจจะมีแค่บางส่วนเท่านั้น ที่จะตายไป ที่แน่ๆ เซลดีๆก็จะถูกทำลายไปด้วย ที่เราเรียกว่า ผลข้างเคียง(Side effect) ผลสุดท้าย ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ก็จะต้องจบชีวิตไป เพราะเซลธรรมดาถูกทำลาย ทำให้เกิดสุขภาพทรุดลง และมีโรคแทรกซ้อน

ผู้เป็นแม่ของคุณมด พอทราบว่าช๊อคที่ลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านม พอท่านตั้งสติได้ ก็ติดต่อมาทางญาติที่ประเทศไทย ให้รีบส่งเห้ดเป็นยาไปให้ลูกสาวทานควบคู่ไปกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน ด้วยการแอบหรือซ่อนไม่ให้แพทย์เจ้าของไข้รู้ในระยะแรกๆที่ทานเห็ดเป็นยา แต่พอทำการรักษาด้วยการให้คีโมไประยะหนึ่ง คณะแพทย์ถึงกับงงว่า ทำไมกรณีของคุณมด เมื่อได้รับคีโมแล้ว ทำไมไม่มีผลข้างเคียงเหมือนคนอื่นเขา คุณหมอผู้ดูแล จึงซักถามรายละเอียดเรื่องของอาหารที่คุณมดทานเข้าไป จึงจำเป็นต้องเปิดเผยว่า ได้ทานเห็ดเป็นยาของสถาบันอานนท์ไบโอเทคเข้าไปตลอดเวลาที่ทราบว่า ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม แทนที่คุณหมอจะสั่งห้ามทานเห็ดเป็นยา เพราะมันอาจะไปทำให้ฤทธิ์ของยาเคมีที่ให้ด้อยคุณภาพลง แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น คุณหมอได้เห็นถึง ประสิทธิภาพในการให้คีโม กลับมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า การแพ้ยาก็น้อยกว่า จึงอนุญาตให้คุณมดทานเห็ดเป็นยาของสถาบันอานนท์ไบโอเทคร่วมไปได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เป็นแม่ของคุณมด คือ ป้าณี ถึงกับบินกลับประเทศไทย เพื่อขอเข้ารับการอบรมเห็ดเป็นยา ของสถาบันอานนท์ไบโอเทค แล้วนำเอาเห็ดเป็นยากลับไปให้คุณมดทานเต็มที่ พร้อมทั้งทำเอ็นไซม์สดๆให้คุณมดทานควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน พอคุณหมอ เห็นผลของการให้คีโม ที่คุณมดทานเห็ดเป็นยาไปด้วย มีประสิทธิภาพดีขึ้น เซลมะเร็งที่ไปทำลายบริเวณเต้านมจนเป็นก้อนขนาดเท่าผลส้มขนาดเล็ก มีขนาดลดลง คุณหมอมั่นใจว่า สามารถเอาโรคนี้ของคุณมดอยู่ได้ จึงวางแผนกันเพิ่มปริมาณยาคีโมให้แรงมากยิ่งขึ้น มากกว่าคนไข้รายอื่นที่เป็นพร้อมๆกัน

ก็ปรากฏว่า การให้ยาคีโม แม้ขนาดที่สูงขึ้น แต่ก็ดำเนินการไปด้วยดี
การรักษาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลายเดือนพอสมควร ขณะเดียวกัน คุณมดก็ทานเห็ดเป็นยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยว่า แท้ที่จริงแล้ว เห็ดที่ทานได้ทุกชนิด มีสารเบต้ากลูแคน ที่ไปเสริมภูมิสู้มะเร็งได้ จึงหาเห็ดที่ทานได้แทบทุกชนิด มาทำอาหารเป็นแหล่งโปรตีนแทนเนื้อ นม ไข่ แล้วปลา

ครับ จากนั้นไม่นาน คณะแพทย์ ได้ลงความเห็นพ้องต้องกัน และประกาศให้ทราบกันทั่วหน้าว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ร่างกายคุณมด ไม่มีเซลมะเร็งเนื้อร้ายเหลือที่เต้านมแล้ว คุณมดก็ได้ใช้ชีวิตเป็นปกติทั่วไปตราบทุกวันนี้ และก็ไม่ได้ประมาท ก็ยังเฝ้าระวัง ทานเห็ดเป็นยาเป็นประจำ เพื่อยังคงรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้สูงไว้ ขณะเดียวกัน ก็ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเพื่อติดตามผลเป็นประจำ ขอให้ท่านสมาชิกลองอ่าน ถึงความรู้สึกของคุณมดที่เขียนมาลงเฟสนี้เมื่อปีที่แล้วดูครับ

เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้แก่คนไทยที่สนใจ ผมได้เลื่อนนัดที่จะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อกำหนดการอบรมเรื่อง เห็ดเป็นยาขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 กรกฏาคม 2562 ได้ฤกษ์เปิดอบรมเรื่องเห็ดเป็นยาเสียที โดยเนื้อหาสาระของการอบรม จะครอบคลุมไปถึง เรื่องการทำเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ทุกรูปแบบเพื่อใช้เป็นยา การเพาะเลี้ยงเห็ดเป็นยา การนำเอาเห็ดเป็นยามาผ่านขบวนการย่อยแบบไบโอเทค การทำเอ็นไซม์ และการใช้เอ็นไซม์แปรรูปเป็นอาหารเสริม และทำเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายเช่น สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น เครื่องสำอาง การทำเชื้อและเพาะเห็ดเยื่อไผ่ปลอดสาร รวมถึงการเพาะเห็ดที่อาศัยต้นไม้ที่มีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกว่า ไมคอไรซ่า การอบรมเห็ดเป็นยาจะใช้เวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น มีทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติควบคู่กันไป ผู้ผ่านการอบรมมีสิทธิ์ที่จะได้รับประกาศบัตรจากสถาบันอานนท์ไบโอเทค เป็นสมาชิกตลอดชีพ มีสิทธิ์เข้ารับเป็นสมาชิกกลุ่มไลน์ ที่จะได้พูดคุยสอบถามเจาะลึกในรายละเอียดต่อ เมื่อนำเอาความรู้ไปปฏิบัติจริง สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 029083308, 0860830202, 0858270085 line: mushroom10 และ mushcare

Hello. For those who are still not convinced that these mushrooms are truly healing our bodies from serious ailment, please read the story I’m about to share. First off, mushrooms resemble 50% of human DNA. This alone should make you optimistic about its potentials. I’m a testament of its healing power.

My aunt introduced these mushroom to my mom which was passed on to me. I was recently diagnosed with breast cancer back in August of 2017 and began my chemotherapy in November. While awaited the treatment many tests had to done but I was anxious to start attacking these cancer cells.

Test shows the tumor was a size of a small orange. I started on Dr. Anon’s mushroom regimens right away. Taking the capsules and the enzyme vinegar. When chemo started, I’ve increased the dosage by 3 folds.

Much to my surprised, most of the side effects warned by my oncologist were very minimal and rarely caused any discomfort besides the fatique. My immune was not as compromised with the mushroom regimens that I was able to forego the painful Neulasta arm injection that boost immunity but causes severe bone pain.

The chemo went on continuously until May 2018 during which time I kept my high dosage of the mushroom capsules. My team of oncologists chose chemo as the first step in treatment in order to shrink the tumor which was consider large according to clinical scale. They hope it would shrink the tumor much smaller so the surgery would not involve as much extraction.

Much to their surprise, my ultrasound 2 weeks ago showed no detectable signs of any cancer and declared that I am cancer free! My tumor not only shrunk but disappeared completely. That was not the outcome they expected, not typical to say the least. But I knew the chemo alone couldn’t have achieved this result. It had to be the power of the mushroom which helped attacked the cancer cells. The immunity power of these mushroom kept my body in fighting mode despite being suppressed by the chemo.

If you are fighting diseases as powerful as cancer I would advise adding these mushroom regimens to ensure your best outcome. Without any side effects, it can only increase your fight chance. Thank you Dr. ANON and his team for harvesting the ultimate defense and even cure for impossible diseases. Please keep up your research and innovations as many lives are depending on you…..

🙏
 ขอบคุณค่ะ
วันที่ 11 มิถุนายน 2561 ได้รับข่าวดีจากเพื่อนรัก เพื่อนสนิทมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลของอาจารย์เยาวนุช เอื้อตระกูล ที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันที่จังหวัดนครพนม ที่ชื่อ คุณดา ที่มีญาติที่เป็นลูกสาวของพี่สาว ชื่อ คุณมด ที่ไปอาศัยตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศอเมริกาตั้งแต่เด็ก เมื่อเดือนสิงหาปีที่แล้ว (2560) ได้ตรวจเจอก้อนมะเร็งที่เต้านมโตเกือบเท่าผลส้มขนาดเล็ก ปรากฏว่าทุกคนที่บ้านที่อเมริกาต่างตกใจ พอข่าวมาถึงบรรดาญาติๆที่ประเทศไทย ต่างก็ตกใจกันหมด และก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะช่วยกันอย่างไรดี พอดีคุณดาคิดได้ว่า เรื่องอย่างนี้ จะต้องมาปรึกษากับเพื่อนรัก คือ อาจารย์เยาวนุช และผม ซึ่งผมก็ได้บอกไปว่า ไม่มีปัญหา เพราะคนที่เป็นมะเร็งต่อให้รักษาไม่ว่าด้วยการตัดทิ้ง ฉายแสงหรือให้คีโม มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและชั่วคราวเท่านั้น การที่จะรักษาและสู้กับเซลมะเร็งได้ ไม่มีอะไรดีเท่า การพยายามสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่เหนือการระบาดของเซลมะเร็งให้ได้ เมื่อคุณดาเข้าใจ ผมและอาจารย์แม่ รีบทำการผสมเห็ดเป็นยาที่ดีที่สุดและโสมจากแอฟริกา ที่เจ๋งที่สุดใส่เข้าไป ผ่านขบวนการย่อยให้สารอาหารมีขนาดเล็กลง แล้วรีบส่งไปให้คุณมดที่อเมริกากิน และพยายามติดตามผลตลอด ใหม่ๆก็ทราบว่า อาการโดยรวมหลังจากทานเห็ดเป็นยา ควบคู่ไปกับการให้คีโม ดีขึ้นตามลำดับ อาการแพ้น้อยมาก ยกเว้น อาการปวดในกระดูกระยะแรกๆ แต่เมื่อเทียบกับผู้ป่วยเฉกเช่นเดียวกัน นับว่า อาการแพ้คีโมของคุณมดน้อยมาก ที่สำคัญ คุณมดได้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้ว่า ขออนุญาตกินเห็ดเข้าไปร่วมในการให้คีโมด้วย ซึ่งคุณหมอไม่คัดค้าน ในทางตรงกันข้าม คุณหมอกลับตื่นเต้นที่เห็นผลของเลือด ผลของเซลมะเร็งที่ไม่ขยายต่อ แถมฝ่อลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ได้ทำการตรวจร่างกายครั้งล่าสุด เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว คุณหมอบอกว่า ไม่พบเซลมะเร็งที่เต้านมของคุณมดแล้ว ทันใดที่ได้รับข่าว ผมก็ได้รับแจ้งแทบจะทันที ขณะที่กำลังลงเครื่องบินกลับจากประเทศมัลดีฟ นี่ก็ถือเป็นข่าวดีสุดๆครับ สำหรับเป็นตัวอย่างจากของจริง เป็นรายงานจากตัวผู้เคยป่วยมะเร็งเต้านม ที่หลายต่อหลายคนยอมแพ้ ไร้ซึ่งแห่งความหวัง แต่สำหรับรายของคุณมดนั้น มีผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณแม่ ถึงขนาดบินตรงจากอเมริกา เพื่อเข้ามารับการอบรมเห็ดเป็นยาแทนลูก แล้วรีบเอาเห็ดเป็นยาไปให้คุณมดทานอย่างเต็มที่ ทานอย่างมีวินัย ทานด้วยความเชื่อมั่นว่า เห็ดเป็นยาสามารถทำให้เธอผ่านวิกฤติชีวิตนี้ได้ วันนี้ เธอทำได้แล้ว ขอแสดงความดีกับคุณมดและครอบครัวด้วยครับ ไชโยๆๆๆๆๆๆๆ

Leave a Comment